ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
Newsletter

dot
dot
แนะนำผักในฟาร์ม My home
dot
bulletไฮโดรโปนิกส์คืออะไร
bulletวิธีการปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ แบบ NFT
bulletผักสดๆในฟาร์ม My home
bulletความเป็นมาของการปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์
dot
มุมอร่อย My home
dot
bulletสูตรเด็ดน้ำผัก-ผลไม้
bulletHomemade Ice Pops
bulletWatermelon Sherbet Smoothies
bulletพายโยเกิร์ตผลไม้สด
dot
มุมสาระกับ My Home
dot
bulletดูแลสุขภาพด้วยแป้งและผัก
bulletพูดคุยกับ My home
bulletลดน้ำหนักด้วยอาหารไทย
bullet10 นิสัยทำลายสุขภาพ
bulletสุขภาพจิตดี ไม่มีแก่เร็ว
bulletกินผลไม้ถูกเวลา...เพิ่มคุณค่า
bulletสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย
bulletอาหารสำหรับคุณผู้หญิง
bulletลดน้ำหนักให้เหมาะกับตัวเอง
bulletอาหารเพื่อความงาม
bulletยอดอาหารคงความอ่อนเยาว์
bulletพืชผักต้านมะเร็ง
bulletทำอย่างไรไม่ให้ผักสูญเสียวิตามินและเกลือเเร่
bulletดูดีได้ง่ายๆเพียงแค่ทานอาหาร!?!?
bulletอาการที่ฟ้องว่าคุณทานอาหารไม่ถูกต้อง
bulletอาหารกับโรคมะเร็ง
bulletอาหาร 6 ชนิด พิชิตไขมัน
bulletอาหารทำลายกระดูก
bulletอร่อยอย่างมีคุณค่า...ข้าวโพดต้ม
bulletช็อกโกแลตแบบไหนดีต่อสุขภาพ
bulletอร่อยอย่างมีคุณค่า...ถั่วเหลือง
bulletอาหารที่ทำให้เสียสวย
bulletทานให้สดชื่นและมีพลังทั้งวัน
bulletกินอย่างไรไม่ให้อ้วน
bulletทานอะไรให้ฉลาด
bulletอาหารต้านโรค
bulletไดเอท แต่ไม่อด
bulletบริหารลมหายใจ
bullet4 อาหารเลวที่ดีต่อร่างกายของคุณ
bulletอาหารเพื่อผิวพรรณ
bulletอาหารดีๆแก้หวัด
bulletปรับสมดุลชีวิตง่ายๆด้วยตัวเอง
bulletชะลออายุด้วยอาหาร
bulletอาหารเผาผลาญไขมัน
bulletวิธีป้องกันการปวดหลัง
bulletอาหารเสริมมีความจำเป็นไหม
bulletสิ่งที่ควรทำเป็นนิสัยสำหรับคนสายตาสั้น
bullet7 สูตรเพิ่มความฉลาด
bulletกินต้านความเครียด
bulletทานให้สดชื่นและมีพลังทั้งวัน
bulletอาหารต้านโรค Fighting Foods
bulletลดไขมันกับหัวหอม
bulletมะเขือเทศ มหัศจรรย์
bulletงา เมล็ดจิ๋ว แจ๋วด้วยคุณค่า
bulletหม่ำปลาทะเล เสริมความจำ
bulletซุปแครอท เจ้าแห่งเบต้าแคโรทีน
bulletกระเทียม สมุนไพรปราบหวัดหน้าฝน
bulletลดน้ำหนักไม่ลดอาหาร
bulletระวังเหี่ยวก่อนวัย ถ้าลดน้ำหนักผิดวิธี
bulletความปลอดภัยในการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อการลดน้ำหนัก
bulletรักษาความเยาว์วัยด้วยวิถีนิวเอจ แบบ Dr. Deepak Chopra
bulletลดน้ำหนักแบบสาวออฟฟิศให้ได้ผล
bullet10 วิธี ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน
bulletคุณค่าและวิตามินใน ผักสลัด
bulletอดอย่างไรให้สะอาด สดใส และผอมสวย
bullet7 สุดยอดอาหารของผู้หญิง
bulletเลือกดื่มอย่างไรไม่ให้อ้วน
bullet10 สารต้านอนุมูลอิสระ
bulletผลไม้ไทย 10 อันดับที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
bulletโรคอ้วน โรคฮิตตลอดกาล
bulletกินอย่างไร ไม่ให้อ้วน
bulletขิง บรรเทาจุกเสียด ป้องกันผมร่วง
bulletโรคกระดูกพรุน
bulletดูแลตัวเองอย่างง่ายๆ เมื่อต้องเดินตากฝน
bulletน้ำชาช่วยชะลอโรค
bulletอาหารเช้า....สำคัญไฉน
bulletความมหัศจรรย์ของชาเขียว
bulletเส้นใยอาหาร กับประโยชน์ในการควบคุมน้ำหนัก
bulletอาหารที่ควรงดขณะท้องว่าง
bulletกินอย่างไรให้น้ำหนักลด
dot
เวปเพื่อนบ้านที่แสนดี
dot
bulletร้านดอกไม้ จิตราฟลอริส.คอม
bulletชมรมปลูกพืชไม่ใช้ดิน




รักษาความเยาว์วัยด้วยวิถีนิวเอจ แบบ Dr. Deepak Chopra

pic_no_1695_sh_top_pic.jpgรักษาความเยาว์วัยด้วยวิถีนิวเอจ  แบบ Dr. Deepak  Chopra

 ความคิดของ ดร.โชปรา  ไปไกลและลึกซึ้งกว่าเรื่องหน้าแก่หน้าเหี่ยวหน้าตึง  เพราะอันที่จริงหน้าตาของ ดร. ดีพัก  ก็ดูสมวัยครึ่งศตวรรษไม่ได้อ่อนเยาว์ผิดปกติ  ความชราและความเยาว์วัยที่จะพูดถึงนี้  จึงเป็นเรื่องลึกลงไปในระดับเซลล์  ระดับกลไกการทำงานของร่างกายและจิตใจ  หรือเรียกโดยรวมว่าเป็นเรื่องสมรรถภาพของร่างกายมากกว่า

 สำหรับความพยายามที่จะชะลอความแก่ให้ได้  แต่ละคนต้องคิดและปฏิบัติด้วยตนเอง  ผู้เชี่ยวชาญทำได้เพียงแนะแนวให้เท่านั้นและ ดร. ดีพัก  ก็ได้ให้ช่องทางไว้ด้วยกัน 9 ข้อ  โดยใน 3 ข้อแรกเป็นแนวคิดที่เราต้องคิดตามให้ได้จนเห็นจริง  เกิดเป็นความเชื่อมั่นในสำนึกทุกระดับ  ส่วนอีก 6 ข้อหลังเป็นแนวปฏิบัติที่ต้องทำตามจนเกิดผลด้วยตนเอง  ทำได้ตามนี้มีหวังที่จะมีอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปีสบายๆ

1.  ต้องเปลี่ยนแปลงการรับรู้และความคิดเรื่อง  “กระบวนการชราภาพ”  ของร่างกาย 

แนวคิดเรื่อง  “กระบวนการการชราภาพของร่างกาย”  ตามที่เราได้รับการสั่งสอนและสั่งสมกันมา  ทั้งในการแพทย์แบบตะวันตก  หรือแม้กระทั่งในแนวคิดของพุทธศาสนาเองนั้น  ยึดถือกันมาว่า  คนเราเกิดมาแล้วได้พักหนึ่งก็ต้องแก่และตายเป็นธรรมดา  อย่าเดือดร้อนดิ้นรนขัดขืนไปเลย  ดร.ดีพัก  โชปรา  ท้าทายกฎธรรมชาตินี้โดยใช้ข้อมูลทางการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นแนวทางการคิดแนวใหม่ว่า

ร่างกายของทารกแรกเกิด  แม้จะดูบอบบางนุ่มนวล  แต่ในทางชีววิทยาและการแพทย์นั้นก็ต้องถือว่าสะอาดปราศจากมลภาวะและแข็งแรงที่สุด  เช่นเส้นโลหิตที่แม้จะบอบบางนุ่มราวเส้นไหม  แต่ก็ใสสะอาดปลอดโปร่งโล่งไปหมด  ทำให้การหมุนเวียนโลหิตและสารเคมีต่างๆ  มีประสิทธฺภาพ 100%  และเป็นเช่นนี้กับทุกระบบของร่างกาย  ถ้าเราสามารถคงทุกอย่างไว้ให้สะอาดบริสุทธิ์เช่นร่างกายของทารกแรกเกิดได้ตลอดไปราก็จะมีอายุยืนนับ 100 ปี

ความจริงอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับกระบวนการการชราภาพของร่างกายคือ  ร่างกายของเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  เช่น  ผิวหนังของคนเราผลัดเซลล์ใหม่หมดใน  1 เดือน  เยื่อบุผนังกระเพาะผลัดเซลล์หมดใน  5 วัน  เซลล์ตับเปลี่ยนใหม่ทุก  6 สัปดาห์  หรือกระดูกซึ่งดูตามสภาพแล้วแข็งแกร่งก็เปลี่ยนหมดในเวลา  3 เดือน  และภายใน  2 ปี  98%  ของเซลล์ร่างกายเราเป็นของใหม่หมด  ดังนั้นแม้ว่าอวัยวะทุกอย่างของเราจะดูหน้าตาเหมือนหรือคล้ายเดิม  แต่อันที่จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างทางกายภาพเป็นกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลง  พูดให้เห็นภาพก็คือ  ตามสภาพทางกายภาพเราเป็นคนใหม่ไม่เหมือนเดิมเลยสักวัน
การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเราเอง  และในคนสุขภาพดีปกติ  การเปลี่ยนแปลงนี้มีประสิทธืภาพเต็มร้อยนับตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุประมาณ  30 ปี

นับตั้งแต่อายุ  30 ปีเป็นต้นไป  การเปลี่ยนแปลงของร่างกายจะเริ่มด้อยประสิทธิภาพลงซึ่งก่อให้เกิดความแก่ที่เรากลัวกัน  สัญญาณของความแก่  ได้แก่  ตีนกาขึ้น  ผิวแห้ง  กล้ามเนื้อเริ่มหย่อนยาน  กระดูกเริ่มบางและเปราะ  สายตาเปลี่ยน  หูเริ่มตึงสวนทางกับผิวพรรณ  เป็นต้น  แต่ก็น่าชื่นใจว่าตามข้อมูลของ ดร.ดีพัก  ความบกพร่องนี้จะเกิดขึ้นเพียง 1%  ของกระบวนการการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น  ดร.ดีพัก  อุปมาอย่างน่าฟังว่าร่างกายของเราก็เหมือนนักละครเชคเปียร์มือโปรที่สามารถเล่นละครเรื่องยิ่งใหญ่ได้ซ้ำๆ  นับเป็นร้อยๆ  พันๆ  รอบ  แต่ก็ดูสนุกได้อารมณ์เท่าเดิม  รอบที่ร้อยที่พันก็อาจจะพูดผิดบ้างก็เพียงคำสองคำ  ร่างกายเราก็เช่นกัน  พออายุเริ่ม  30 ปี  เซลล์ต่างๆ  ที่เล่นละครเรื่องการเปลี่ยนแปลงหรือการผลักเซลล์อันเป็นนิรันดร์  ก็อาจพูดผิดหรือเอี้ยวตัวผิดไปบ้างเล็กน้อย  นิดเดียวเท่านั้น  แต่ความเป็นจริงก็คือ  ในทุกขณะแห่งการเปลี่ยนแปลงก็มีเซลล์อีกตั้ง 99%  ของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์สูงสุดของเรา

กุญแจสำคัญในการควบคุมความแก่อยู่ตรงนี้  อยู่ตรงที่เซลล์ทำงานบกพร่องไป 1%  นี้เอง  และทำอย่างไรจึงจะรู้ว่า  1%  ที่บกพร่องไปนั้นอยู่ที่ตรงไหน  แนวทางการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องอย่างมีสติของเรา  ตามแนวทางอายุรเวท  จะเป็นเครื่องมือแก้หรือชะลอความผิดพลาด 1% ตรงนี้ได้  ฟังแล้ว  คิดตกแล้ว  ก็มีกำลังใจขึ้นเยอะ  ในการที่จะปฏิบัติตัวต้านความแก่  และสร้างสรรค์สุขภาพ  เพราะทุกขณะเรามีของดีที่ไม่บกพร่องอยู่ในตัว  ตามธรรมชาติตั้ง 99%

2.  ต้องเปลี่ยนแปลงการับรู้และความคิดเรื่อง “ร่างกาย”

ตามแนวแพทย์แผนปัจจุบันที่มีพื้นฐานอยู่บนความคิดแนววัตถุนิยม  รวมทั้งการรับรู้จากประสาทสัมผัสของเราเองนั้น  เห็นว่าร่างกายของเราทุกสรรพสิ่งรวมทั้งกายของเราเป็นของแข็งเป็นรูปธรรม  เป็นสสาร  นี่ยากที่จะปฏิเสธเพราะตาก็เห็นและมือก็จับต้องได้

ดร.ดีพัก  พาเราไปลึกกว่านั้น  โดยท้าทายว่าสสารรวมทั้งร่างกายมนุษย์เป็นที่ว่างเสียเป็นส่วนใหญ่  เราชาวตะวันออกฟังแล้วไม่แปลกใจมากนัก  เพราะดูจะตรงกับพระเทศน์ว่าร่างกายเป็นเพียงที่ชุมนุมของธาตุทั้งสี่  คือดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  และเพิ่มอากาศ (ช่องว่าง) เข้าไปอีกอย่างหนึ่ง  แต่วิทยาศาสตร์ตะวันตกดูจะเพิ่งตามเรื่องนี้ทันเมื่อศตวรรษที่แล้วนี้เอง  เริ่มจากไอน์สไตน์  เสนอไว้ว่าสสารและพลังงานถ่ายเทเปลี่ยนแปลงกันได้  ไม่มีอะไรแข็งคงที่  ต่อมานักวิทยาศาสตร์ฝรั่งก็ฉลาดขึ้นทีละน้อยจกาแนวความคิดนี้  จนในปัจจุบันเมื่อเครื่องไม้เครื่องมือวิทยาศษสตร์ดีขึ้นละเอียดขึ้นจนเจาะลึกเข้าไปในส่วนละเอียดยิบของอะตอมสิ่งต่างๆ  ได้  จึงเห็นตรงกันว่าในแก่นของอะตอมที่ว่าเล็กเท่าเล็กแล้ว  ก็มีองค์ประกอบย่อยๆ  ลงไปอีกหลายตัวและในที่สุดควอนตัวฟิสิกส์ก็ประกาศว่า  องค์ประกอบย่อยๆ  เหล่านี้  ที่จริงมิใช่สสารแต่เป็นกลุ่มพลังงานที่สั่นสะเทือนกันสุดฤทธิ์จนดูเข้มข้นขึ้นมาเป็นสสาร 

แล้วองค์ประกอบย่อยๆ  เหล่านี้ก็วิ่งกันไปมาในที่ว่างของอะตอมนั่นเอง  นักฟิสิกส์ในปัจจุบันที่มีพื้นฐานการคิดจากควอนตัมฟิสิกส์ล้วนสรุปอย่างอาจหาญว่า  ในแต่ละอะตอมของสรรพสิ่งประกอบขึ้นด้วยที่ว่างไม่น้อยกว่า  99.999%
แล้วอะตอมเกี่ยวข้องกับเราอย่างไรก็ง่ายๆ  อะตอมหลายตัวประกอบกันขึ้นเป็นโมเลกุล  โมเลกุลหลายตัวประกอบกันขึ้นเป็นเซลล์แต่ละเซลล์  และเซลล์ประมาณ 50 ล้านล้านตัว  ก็ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายเพราะฉะนั้นโดยหลักเหตุผลแล้ว  ร่างกายที่ดูทรงพลังแข็งแกร่งของเรา  อันที่จริงก็ประกอบด้วยที่ว่างถึง  99.999%   รู้ความจริงเข้าแทยจะยืนทรงกายไม่ไหวทีเดียว  เมื่อเรารู้ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างกายเป็นที่โล่งแจ้งนั้น  เป็นกุญแจดอกสำคัญที่มาปลดเปลื้องพันธนาการแห่งความแน่นิ่ง  ความไม่เคลื่อนไหวที่นำไปสู่ความเน่าเปื่อยผุพัง  นับเป็นข้อเท็จจริงที่นำอิสรภาพมาสู่เราเป็นอย่างยิ่ง  ธรรมชาติสร้างสรรค์ค์ดวงดาวและกาเล็กซี่ต่างๆ  ขึ้นมาได้ตลอดเวลาในที่โล่งแจ้งแห่งอวกาศอันเคว้งคว้างอย่างไร  เราในฐานะที่เป็นภาคหนึ่งของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่  ก็สามารถสร้างสรรค์ร่างกายที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลได้เหมือนกัน  ถ้าร่างกายเป็นของสถิตแน่นิ่ง  เราย่อมสร้างสรรค์เปลี่ยนแปลงอะไรกับร่างกายไม่ได้เลย  แก่แล้วแก่เลย  เพราะฉะนั้นความจริงที่ว่าร่างกายของเราเป็นกลุ่มพลังงานที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาในที่ว่าง  จึงเป็นความรู้ที่เป็นข่าวดีอย่างยิ่ง


ทีนี้ในเมื่อร่างกายเป็นที่ว่างเสียเป็นส่วนใหญ่  ทำไมเราจึงรู้สึกเป็นคนเดิมตัวเดิมอยู่ทุกวัน  ก็เพราะจิตใจและจิตสำนึกของเรามันคุมร่างกายอยู่  อย่างที่ปราชญ์มากมายสอนให้ละให้เลิกยึดนั่นแหละ  ในเมื่อร่างกายเราเป็นเพียงที่ชุมนุมของธาตุทั้งสี่กับช่องว่าง  อย่าไปยึดกับมันมาก  นี่ท่านสอนกันมาแต่โบราณแบบนี้  แต่สิ่งที่ต่างไปสำหรับ ดร.ดีพัก  เมื่อค้นพบความจริงอย่างเดียวกันกับปราชญ์โบราณก็คือ  ดร.ดีพัก  สอนให้เราใช้อำนาจของจิตใจและจิตสำนึกที่ควบคุมกายได้นี้  โดยโปรแกรมจิตใจเสียใหม่เพื่อไปควบคุมให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เราต้องการให้ได้

ดร.ดีพัก  เล่าให้ฟังว่ามีการทดลองแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย  เขานำผู้ถูกทดลองอายุประมาณ  80 ปี  จำนวนหนึ่งมาอยู่รวมกันเป็นระยะเวลาพอสมควร  โดยทั้งหมดประชุมตกลงกันว่าชอบตัวเองตอนที่อยู่ในยุคศตวรรณ 1950  มากที่สุด  แล้วเขาก็จัดสภาพแวดล้อมทุกอย่างให้เป็นยุคฟิฟตี้ส์  ทุกคนแต่งตัวกันแบบนั้น  ฟังเพลงแบบนั้น  ดูหนังจากยุคนั้น ฯลฯ  ทุกอย่างตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน  เป็นยุคฟิฟตี้ส์หมด  ปรากฏว่าไม่กี่เดือนผ่านไป  ผู้ถูกทดลองมีสภาพร่างกายเยาว์วัยขึ้นโดยเฉลี่ยคนละ  3 ปี  ทั้งนี้โดยทดสอบสภาพทางกายภาพหลายๆ อย่าง  เช่น  ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ  ความอึดในการออกกำลังกาย  ปริมาณคอเลสเตอรอล  ปริมาณสารเคมีต่างๆ  ที่บ่งบอกถึงวัยแต่ละวัย  เป็นต้น  แม้การเยาว์วัยขึ้น  3 ปี  จะไม่ใช่ตัวเลขที่มากนัก  แต่ก็เป็นการทดลองที่แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าเราสามารถสร้างสรรค์ค์ร่างกายของเราได้จริงๆ  อย่างอิสระตามความคิดและจิตใจของเรา  ตามที่โปรแกรมเข้าไป

3.  ต้องเปลี่ยนแปลงการรับรู้และความคิดเรื่อง  “เวลา”

อย่าคิดว่าเวลาเป็นเรื่องตายตัว  เวลาเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์อีกอย่างหนึ่งของมนุษย์รับรู้และใช้มันเพียงเพื่ออ้างอิงและสื่อสารระหว่างมนุษย์ในกรอบคร่าวๆ  เท่านั้น  อย่ายึดถือเป็นเรื่องตายตัว  ความรู้สึกที่เรามีต่อเวลา  เป็นการรับรู้ของคนแต่ละคนเท่านั้น
คนที่รีบร้อนอยู่เสมอ  ชอบมีเส้นตายมีตารางไว้บีบจิตใจจนกระดิกไม่ได้นั้น  การรับรู้เรื่องเวลาของเขาจะเร็วและผ่านไปอย่างรวดเร็วกระหืดกระหอบเสมอ สำหรับผู้ที่จิตใจไม่ค่อยถูกบีบคั้นเรื่องเวลาก็จะมีเวลาเหลือเฟือ  ในบางขณะที่จิตใจมีความสุขความสงบเต็มที่  เวลาจะหยุดนิ่งทีเดียว  ยิ่งสงบมากนิ่งมากกรอบเวลาก็หายไปเลยทีเดียว  เข้าสู่ภาวะไร้กาลเวลา (timelessness)
ความรู้สึกที่ผูกพันกับเวลาที่ต่างๆ  กันเช่นนี้  มีผลทางกายภาพและกระบวนการการแก่อย่างแน่นอน  คำว่า  “เส้นตาย”  เรื่องเวลานั้น  มีความหมายถึงเรื่องการตายทางกายภาพได้จริงๆ  ตามตัวอักษร  เพราะร่างกายและอารมณ์ที่ถูกบีบคั้นด้วยเส้นตายและความรีบร้อนกระหืดกระหอบนี้  ย่อมหลั่งฮอร์โมนแห่งความตายอันเป็นพิษออกมาทีละน้อย  บ่อยๆ  เข้าก็แก่เร็ว  ตายเร็วไปเอง  นอกจากนี้การรับรู้เรื่องเวลาที่เลื่อนไหวไปตามแนวนอน (linear  time)  ก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ที่เราสั่งสมกันมานาน  จนเรานึกว่าเป็นความจริงขั้สัจธรรม  โดยเฉพาะในวิธีการคิดแบบตะวันตกนั้น  เวลาในลักษณะแนวนอน  เช่นมีอดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต  ก็ฝังรากลึกเหลือเกิน  สังเกตได้จากแม้กระทั่งไวยากรณ์ภาษาฝรั่งเกือบทุกชาติ  มีการผันคำกริยาไปตามกาลเวลาที่เกิดขึ้นตามแนวนอนเสมอ  ฝรั่งพูดว่า  I  am writing  a  letter  to  her  now.  แต่ถ้าเขียนเมื่อวานก็ว่า  I  wrote  her  a  letter  ถ้าเพิ่งเขียนก็ว่า  I  have  just  writer  her  a  letter  หรือถ้ากำลังจะเขียนก็ว่า  I  will  write  her  a  letter  นี่เป็นการแสดงออกถึงความยึดมั่นในเวลาอย่างซึมลึกเข้าไปถึงไวยากรณ์ภาษาเลยทีเดียว  สำหรับเราคนตะวันออก  น่าจะคลายความยึดมั่นในเรื่องเวลานี้ได้ง่ายกว่า  เพราะ  “เขียน”  เราก็ว่าเขียนอย่างเดียว  ไม่มี  write , wrote , have  writer  อย่างดีก็เพียงเพิ่มคำว่าเมื่อวาน  หรือพรุ่งนี้เข้าไปเพื่อให้สื่อสารกันรู้เรื่อง  การรับรู้เรื่องเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการชะลอความชรานั้นอยู่ที่เวลาใน  “ปัจจุบัน” เท่านั้น  ที่นี่และขณะนี้เท่านั้นที่เราจะมีชีวิตอยู่อย่างสมบูรณ์  อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว  ส่วนอนาคตก็ยังมาไม่ถึง  อดีตและอนาคตมีแต่จะนำให้จิตใจและอารมณ์ฟุ้งซ่าน  ไม่ว่าจะซ่านดีหรือซ่านร้ายก็ทำให้สารเคมีเสียสมดุลทั้งนั้น  การฝึกสติหรือการทำสมาธิเป็นวิธีการที่จะทำให้เราอยู่ในปัจจุบันได้ดีที่สุด  การทำจิตให้อยู่ในปัจจุบันมีผลชะลอความชราเกือบทุกด้านของร่างกายจริงๆ  ดร.ดีพักเล่าไว้ในหนังสือยอดฮิต Angeless  Body  Timeless  Mind  (ตีพิมพ์ปี  ค.ศ. 1993  เป็น  top  ten  bestseller  อยู่ 9 เดือนของปี)  ว่าการทดลองที่เขาทำกับผู้ฝึกสมาธิแบบ TM  นั้น  พบว่าผู้ถูกทดลองที่งึกสมาธิสม่ำเสมอมานอนพอสมควร  มีอายุทางชีวภาพ อ่อนกว่าตั้งแต่  5-12 ปี  เมื่อเทียบกับอายุปฏิทินซึ่งก็คือเวลาแนวนอนนั่นเอง

ฟังแนวคิดเรื่องนี้แล้ว  ดิฉันเสนอว่าในข้างต้น  ลองไม่ใส่นาฬิกากันสักสัปดาห์หรือเดือนละวัน  ลองใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยตามธรรมชาติและสัญชาตญาณของร่างกายสัปดาห์ละวัน  เช่น  หิวเมื่อไรก็รับประทาน  ง่วงเมื่อไรก็นอน  ทำเช่นนี้บ้าง  ร่างกายและจิตใจของเราน่าจะผ่อนคลายและเซ้นซิทีฟมากขึ้น

ทั้ง 3 ข้อนี้  เป็นแนวคิดหลักในเรื่องการชะลอความชรา  ตามแนวทางของ  ดร.ดรพัก  การับรู้ในเรื่องต่างๆ  ของเราเป็นสิ่งสำคัญมาก  เพราะถ้าไม่เชื่อมั่นว่ามนุษย์ชะลอความชราได้  สิ่งนั้นก็ยากที่จะเกิดหรือยากที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราลุกขึ้นปฏิบัติฝึกฝนตนเองสู่การรักษาความอ่อนวัยไว้ได้  แม้เคยรู้มาเคยยึดมั่นมาแบบหนึ่งตามที่ครอบครัวสอน  สังคมสอน  มนุษย์เราก็มีอิสระพอที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ  ได้เสมอ

อีก 6 ข้อต่อไปนี้เป็นหลักปฏิบัติกว้างๆ  หลังจากเชื่อมั่นเห็นจริงในแนวคิด  3 ข้อดังกล่าวมาแล้ว

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควรออกกำลังให้ครบถ้วนทั้ง 3 อย่างคือ

• การออกกำลังหรือการปฏิบัติที่มุ่งการผสมผสานและผนึก “กาย” กับ “จิต”  ให้เป็นหนึ่งเดียว  เพราะการผสานกายกับใจเป็นหนึ่งเดียวทำให้จิตควบคุมกายได้มีประสิทธิภาพขึ้น  ขณะเดียวกันกายที่แข็งแรงก็เป็นบ้านที่สมบูรณ์ของจิตใจ  ทั้ง 2 อย่างนี้แยกกันไม่ออก  ได้แก่  โยคะอาสนะ  มวยจีนรูปแบบต่างๆ  เป็นต้น

• การออกกำลังที่เพิ่มและกระชับกล้ามเนื้อ  เช่น  การยกน้ำหนัก  เป็นต้น

• การออกกำลังที่เพิ่มปริมาณความเข้มข้นของกระดูก  เช่น  การเดิน  การวิ่ง  เป็นต้น

ขจัดมลพิษในชีวิต    มนุษย์เรายากที่จะหลีกเลี่ยงมลพิษในชีวิต  แต่เราก็ต้องดูแลให้ดีที่สุดอย่างมีสติและด้วยความตั้งใจ  มลภาวะในชีวิตมนุษย์มีได้หลายด้าน  ที่สำคัญต้องหลีกเลี่ยงและขจัดออกไปจากชีวิตคือ

• มลพิษจากการบริโภค (Toxic  diet)  เช่น  แอลกอฮอล์รูปแบบต่างๆ  สารนิโคตรินในบุหรี่  ซิการ์  กาเฟอีนในกาแฟ  ชา  น้ำอัดลม  สารเคมีทั้งหลาย  เรื่องนี้ส่วนใหญ่ใครๆ  ก็รู้กันดี  เหลือเพียงต้องทำให้ได้  หรือควบคุมให้น้อยที่สุด

• มลพิษทางอารมณ์  (Toxic  emotions)  อารมณ์ต่างๆ  ทำให้ร่างกายหลั่งสารเคมีชนิดต่างๆ  ออกมา  บ้างก็เป็นพิษฆ่าเรา  บ้างก็ชุบชีวิตเราได้  ขยะอารมณ์ที่ส่งผลร้ายแรงที่สุดต่อความชราและความตายก่อนวัยอันสมควรคือขยะอารมณ์แห่งความเป็นศัตรูอาฆาตมาดร้าย อันนี้รวมไปถึงความไม่เป็นมิตร  อิจฉาริษยาด้วย  อารมณ์นี้รุนแรงที่สุด  ก่อให้เกิดขยะที่ร่างกายหลั่งสารเคมีออกมาฆ่าเราได้  และอีกอย่างหนึ่งร้ายแรงรองลงมาคือขยะอารมณ์ที่เกิดจากการต้องทนทำงานที่ไม่ชอบ

• มลพิษที่เกิดจากความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกัน  (Toxic  relationship)  ขยะเกิดขึ้นได้เพราะว่าเมื่อความสัมพันธ์เกิดปัญหาขึ้นนั้นเป็นธรรมชาติมนุษย์ที่เรามักหาคนผิดคือไม่โทษคนอื่น  ก็โทษตัวเอง  ไม่ว่าจะโทษใคร  ผลแห่งการกล่าวโทษก็เกิดขึ้นในใจ  วิธีการกำจัดปัญหาความไม่ลงรอบกันในความสัมพันธ์ทุกชนิดไม่ว่าสามีภรรยา  นายจ้างลูกจ้าง  เพื่อนกับเพื่อน  ฯลฯ  ต้องหันหน้าเข้าหากันและเจรจากัน  บอกปัญหาและความต้องการของแต่ละฝ่ายด้วยความสงบ  ด้วยจิตใจที่หลุดพ้นออกมาจากอารมณ์ต่างๆ  ที่เกิดจากปัญหา

อาหารการกิน    เรื่องอาหารการกินนี้น  ปัจจุบันมีหนังสือดีๆ  มากมายเกี่ยวกับการดื่มการกินที่ดี  ดร.ดีพัก  จึงไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้มากนัก  แต่ได้ให้คำแนะนำในเรื่องอาหารเสริมว่า  ในคนที่มีสุขภาพดีปกติและรับประทานอาหารดีโดยเฉลี่ยนั้น  ควรได้รับอาหารเสริมดังนี้

• วิตามินรวมวันละ  2 เม็ด
• วิตามินดี  ผสมแคลเซียม  วันละ  2 เม็ด (วิตามินดี 400IU  และ แคลเซียม  1,000 มก.)
• วิตามินซี  500 มก.  วันละ  2 เม็ด
• วิตามินอี  400 IU  วันละ  2 เม็ด

มีความยืดหยุ่นโดยเฉพาะทางด้านจิตใจและภาวะอารมณ์    ความยืดหยุ่นทางอารมณ์และจิตใจข้อที่สำคัญที่สุดคือการปล่อยวาง  หมายถึงการไม่ยึดติดกับผลสุดท้ายที่จะออกมา  จะทำอะไรก็ทำไป  ทำด้วยความรัก  ทำด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบให้ดีที่สุด  ผลจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่  อย่าเอาใจไปผูกตรงนั้น

นอกเหนือจากการปล่อยวางแล้ว  ความยืดหยุ่นทางจิตใจที่ควรฝึกฝนและโน้มนำเข้ามาในชีวิต  ได้แก่  การยอมรับ  การละทิฐิ  การไม่จำเป็นต้องเป็นคนถูกเสมอไป  ยอมแพ้บ้างก็ได้   การไม่ต้องแก้ตัวเมื่อจะทำอะไรต่ออะไร  สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลให้ร่างกายของเราแข็งแรงอ่อนเยาว์ได้จริงๆ

มีความรักและความเมตตา    ความรักในที่นี้หมายถึงความรักในทุกระดับและความรักในวงกว้าง  รักเพื่อนมนุษย์  รักโลก  “รักทั้งหมดทั้งสิ้นที่ได้ยล”  เหมือนเพลงพระราชนิพนธ์  “รัก”  ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

 เมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้า    ให้พูดกับตัวเองด้วยความตั้งใจแน่วแน่ว่า  “วันนี้เป็นวันดีที่สุด  ฉันจะมีพละกำลังมากขึ้น  มีความแจ่มใสมีชีวิตชีวามากขึ้น  มีเสียงหัวเรามากขึ้น  มีความรักความเมตตา  มีความกระตือรือร้นมากขึ้นยิ่งกว่าเมื่อวานนี้”  บอกกับตัวเองเช่นนี้ทุกวัน  ด้วยความเชื่อมั่นปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ  แล้วทุกสิ่งจะเป็นจริง

ปัจจัยที่ช่วยชะลอความแก่

• ความรู้สึกเป็นสุขพอใจในชีวิต

• หน้าที่การงานที่รักที่ชอบ

• ชีวิตแต่งงานที่มีความสุข  (หรือความสัมพันธ์ฉันชวิตคู่ที่ยาวนานมั่นคงรูปแบบใดก็ได้)

• ตารางชีวิตและงานประจำวันที่แน่นอนสม่ำเสมอ

• ความสัมพันธ์ทางเพศที่พอใจ

• สามารถสร้างและรักษาความสัมพันธ์ฉันเพื่อนสนิทได้

• ควบคุมชีวิตตนเองได้

• ยิ้มและหัวเราะง่าย

• งานอดิเรกที่ชอบและใช้เวลาล่าวได้อย่างสนุกสนานรื่นรมย์

• มองชีวิตและอนาคตด้วยความสดใส

• สามารถและมีโอกาสแสดงออกถึงความต้องการและอารมณ์ภายในได้

• หยุดงานไปท่องเที่ยวพักผ่อนอย่างน้อยปีละ  1 สัปดาห์

• รู้สึกมั่นคงทางการเงิน  ไม่ได้หมายถึงต้องรวย  แต่หมายถึงมีเงินใช้จ่ายพอเพียงตามฐานะ  ไม่เป็นหนี้

...................................................................................................................................

ขอขอบคุณที่มาบทความ : นิตยสาร  ELLE







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ร้านอาหาร มายโฮม Myhomeveg.com 17/4 ซ.โกสุมรวมใจ 23 ถ. โกสุมรวมใจ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ โทร. 02 - 9810200 , โทร. 085 - 1234458 Open : Mon - Sat 09.00 a.m.- 07.00 p.m.